วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ทดสอบกล้อง Xiaomi Mi 10T Pro เรือธงราคาหมื่นนิดๆ ที่กล้องดีไม่แพ้ใคร

Xiaomi Mi 10T Pro สมาร์ตโฟนสเปคระดับเรือธงที่เปิดราคามาเพียงหมื่นนิดๆ ทำให้กลายเป็นที่สนใจจนตอนที่เปิดตัวนั้นถึงกับมีของส่งมอบไม่พอกันเลยทีเดียว ด้วยการมาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 865 ตัวแรงและหน้าจอ Refresh Rate สูง 144Hz คงไม่ต้องกังวลถึงเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน แต่กล้องที่ให้มาล่ะดีสมกับคำว่าเรือธงจริงมั้ย

สำหรับกล้องของ Xiaomi Mi 10T Pro นั้นมาพร้อมกล้องหลังสามตัวประกอบด้วย
- กล้องหลักความละเอียด 108MP f/1.7 (26 มม.)
- กล้อง Ultra Wide 13MP f/2.4 (123 องศา)
- กล้อง Macro 5MP f/2.4 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวเครื่องจะไม่มีเลนส์ Telephoto มาให้แต่ด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงการถ่ายภาพระยะไกลจึงสามารถใช้การ Crop Sensor แทนทำให้เสียรายละเอียดไปค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ถ่ายภาพความละเอียดสูงละค่อยมา Crop เองทีหลังจะดีกว่า

ส่วนโหมดการถ่ายรูปของตัวเครื่องนั้นประกอบด้วย
- Photo (หรือ Auto Mode ถ่ายที่ความละเอียด 27MP เลือกได้ว่าจะเปิด AI/HDR หรือไม่)
- 108MP
- Portrait (เป็นการใช้เลนส์หลักถ่ายภาพแบบชัดตื้นหรือหน้าชัดหลังเบลอ)
- Night (ถ่ายภาพกลางคืนหรือสภาวะแสงน้อยด้วยการเปิดหน้าเลนส์กล้องที่นานขึ้นในการเก็บแสงและถ่ายหลายภาพมาซ้อนกัน)
- Panorama
- Pro (สำหรับคนที่อยากตั้งค่าการถ่ายภาพเอง โดยสามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ White Balance, ระยะโฟกัส, Speed Shutter (1/1000s - 32s), ISO (100-3200))
- อื่นๆ ได้ก่ Documents/Time-lapse/Slow-motion/Long-Exposure/VLOG


ก่อนไปดูผลลัพธ์ของภาพถ่ายที่ได้ขอบอกก่อนว่าภาพทั้งหมดมิได้มีการปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้เห็นภาพว่า Mi 10T Pro นั้นสามารถถ่ายภาพออกมาได้เป็นเช่นไร และภาพส่วนมากจะใช้งานโหมดอัตโนมัติเพื่อคงคอนเซปท์ของมือถือว่ามันต้อง Point'n Shoot คือหยิบขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพเพื่อความสะดวกทันใจนั่นเอง และอาจมีบางภาพที่ใช้งาน Night Mode เพื่อเก็บรายละเอียดของภาพยามแสงน้อยโดยเทียบกับ Auto Mode ให้เห็น

ภาพถ่ายวิว/Landscape






สำหรับการถ่ายภาพตอนแสงมากพอ อาทิเช่นตอนกลางวันนี่ต้องบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงสำหรับสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบัน แต่จะเห็นว่าภาพที่ Mi 10T Pro ถ่ายออกมานั้นจะเน้นเก็บรายละเอียดและให้สีสันที่ค่อนข้างสดกว่าความจริงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ทั้งนี้การถ่ายภาพในที่แสงเงาแตกต่างจัดๆ HDR ก็ทำการประมวลรายละเอียดทั้งสองส่วนออกมาได้ดีเลย




เซ็ตด้านบนถ่ายตั้งแต่ระยะ 1x, 2x, 10x, 30x แม้ตัวเครื่องจะไม่มีเลนส์ Telephoto แต่ด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ความละเอียดสูงจึงใช้การ Crop Sensor แทนซึ่งทำให้สามารถถ่ายภาพได้ไกลสุดถึง 30x แต่ถ้าจะใช้งานแบบหวังผลจริงๆ แสงต้องมากพอและไม่ควรเกิน 10x 






ลองถ่ายภาพตอนกลางคืนเทียบกันระหว่าง Auto (ภาพบน) vs Night (ภาพล่าง) บ้าง เห็นได้ชัดว่าแม้โหมด Auto จะให้ผลลัพธ์ภาพที่ถือว่าดีแล้ว แต่พอเปิด Night การเก็บรายละเอียดจะครบถ้วนและคมชัดกว่า ไม่เชื่อลองซูมทะเบียนรถกระบะในภาพแรกเทียบกันดู หรือสังเกตในจุดที่มีความสว่างมากกว่าปกติในภาพ เช่น ไฟหน้ารถยนต์ หรือ ไฟจากห้องในภาพสุดท้าย 









ลองถ่ายภาพในร้านกาแฟ/ภายในตัวอาคารกันบ้างซึ่งมักจะมีแสงมากบ้างน้อยบ้างและส่วนมากจะมีแสงเข้ามาข้างใดข้างหนึ่งซึ่งถ้าการประมวลผล HDR ไม่ดีพอก็จะทำให้รายละเอียดในส่วนที่แสงเข้านั้นฟุ้งจนไม่เห็นอะไรเลย แต่ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดกับ Mi 10T Pro ที่ถ่ายภาพเก็บรายละเอียดมาได้ครบจริงๆ อย่างไรก็ตามหากเจอภาพที่จะถ่ายนั้นแสงสว่างมากกับความมืดในฉากมีความต่างกันมาก บางทีเครื่องก็จะเร่งภาพมากเกินจนดูเป็นภาพลายน้ำไปบ้าง ซึ่งบางขณะอาจจำเป็นต้องเลือกปิด HDR แล้วถ่ายภาพมาเพื่อแต่งต่อ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แปลกอะไรเพราะขนาดกล้องถ่ายรูปเองบางทียังจำเป็นต้องพึ่งไฟล์ RAW เลย

ภาพถ่ายอาหาร








การถ่ายภาพอาหารนั้นทำได้ดีมาก ด้วยความที่กล้องสามารถจับ White Balance ได้แม่นยำทำให้สีสันของตัวอาหารถูกต้อง และให้สีที่สดกว่าความจริงเล็กน้อยแต่ไม่มากเกินจึงทำให้ดูน่ารับประทานมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามถ้าสายแต่งภาพอาจจะเซ็งๆ ตรงนี้นิดหน่อย ทั้งนี้สังเกตเห็นว่าด้วยเซ็นเซอร์กล้องหลักขนาดใหญ่นั้นทำให้สามารถละลายฉากหลังทิ้งได้ประมาณนึงโดยไม่จำเป็นต้องใช้โหมด Portrait ในการถ่ายอาหารให้หน้าชัดหลังเบลอเลย แถมได้ความชัดตื้นแบบธรรมชาติอีกด้วย ถ้าไม่ได้ใส่ลายน้ำละเอาลง Social Network นี่บางทีก็แยกไม่ออกหรอกว่ามันมาจากกล้องมือถือ

ภาพถ่ายบุคคล (Portrait)
สำหรับการถ่ายภาพบุคคลนั้นบนตัวเครื่องจะมีโหมด Portrait มาให้ใช้งาน โดยใช้กล้องหลักในการถ่าย

ภาพบนถ่ายด้วย Portrait ส่วนภาพล่างใช้โหมด Auto ไม่ได้เปิดบิวตี้อะไรเพื่อจะดูว่าการเก็บ Skin tone นั้นเป็นแนวไหน ผลที่ได้ก็ให้ Skin Tone สวยงามตามผิวแบบพอดี ส่วนระดับความลึกชัดตื้นในการใช้โหมด Portrait ถ้าไม่ปรับจนเวอร์ก็เนียนตาจนแยกยาก แม้จะมีเส้นผมหลุดไปบ้างก็ตาม

กล้องหน้า
กล้องหน้าตัวเดียวความละเอียด 20MP f/2.2 ระยะ 27มม. มีโหมดถ่ายภาพหลักๆ สองโหมดคือ Photo (Auto) และ Portrait เพื่อเบลอฉากหลังทิ้ง โดยกล้องหน้าของเครื่องสามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้หลากหลายเป็นแนวเส้นตรงเลือกเอาตามใจชอบและสามารถปรับ Studio Lighting หรือจำลองแสงหลอกเข้าภาพได้นั่นเอง 

อย่างไรก็ตามในการทดสอบจะไม่ได้เน้นปรับแต่งหน้าเวอร์จนเกินไปแล้วดูเป็นคนละคนนัก แต่จะลองเพื่อให้เห็นคุณภาพของกล้องหน้าว่าดีแค่ไหน

ภาพที่ได้เก็บรายละเอียดได้ชัด เห็นยันรูขุมขน การเก็บสีผิวทำได้ค่อนข้างดี ใกล้เคียงกับสีของภาพที่ถ่ายด้วยกล้องหลัง อย่างไรก็ตามด้วยความที่มีกล้องหน้าตัวเดียวและมุมไม่ได้กว้างมากดังนั้นหากจะเซลฟี่เป็นหมู่คณะอาจทำได้ยากนิดหน่อยเพราะเครื่องมันใหญ่มากด้วย แต่ถ้าเซลฟี่คนเดียวละไม่่ชอบแนวฟรุ้งฟริ้งจ๋า รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์

สรุป: ประสิทธิภาพกล้องของ Xiaomi Mi 10T Pro เมื่อเทียบกับราคาแล้วต้องบอกว่าทำได้ดีเกินค่าตัวไปมาก ทั้งรายละเอียดที่เก็บได้ ความแม่นยำในการจับ White Balance โฟกัสที่เร็ว และโหมดถ่ายรูปต่างๆ ที่มีมากเกินจำเป็นในการใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้ว่าสีภาพที่ได้จะสดกว่าที่ตาเห็นเล็กน้อยแต่ก็ไม่สดเวอร์จนไม่สามารถไปตกแต่งต่อได้อย่างยากลำบากนัก ซึ่งใครที่มองหามือถือกล้องดีๆ เจ้านี่อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น อย่างไรก็ตามอย่าลืมพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่นขนาด น้ำหนัก ดีไซน์ด้วย ส่วนเรื่องประสิทธิภาพนั้นหมดห่วงได้เพราะเจ้านี่แรงระดับเรือธงแล้ว