วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทดสอบกล้อง Xiaomi Mi 9 เรือธงราคาน่าครอบครอง ถ่ายรูปดีแค่ไหน ?

Xiaomi Mi 9 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของแบรนด์แดนมังกรที่ได้เปิดตัวในบ้านเราไปด้วยราคาน่าซื้อมาไว้ในครอบครองนั้นมาด้วยขุมพลังสุดแรงอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ทำงานควบคู่กับ RAM 6GB ซึ่งในด้านประสิทธิภาพการใช้งานพูดได้ว่าไม่ต้องกังวลเลยเพราะเป็นหนึ่งในชิปเซ็ตที่แรงสุดในปัจจุบันแล้ว ทว่าในส่วนของการถ่ายรูปล่ะเป็นอย่างไรบ้าง
สำหรับกล้องของ Xiaomi Mi 9 นั้นมาพร้อมกล้องหลังสามตัวประกอบด้วย
- กล้องหลักความละเอียด 48MP f/1.8 (27 มม.)
- กล้อง Ultra Wide 16MP f/2.2 (13 มม.)
- กล้อง Telephoto 12MP f/2.2 (54 มม.)
นอกจากนี้ยังมี Laser Focus และระบบโฟกัสแบบ Phase Detection AF ด้วย ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 20MP f/2.0 ซึ่งถ้าอ่านสเปคแล้วต้องบอกว่ากล้องของ Mi 9 นี้ก็ครอบคลุมการใช้งานสุดๆ เช่นกัน

ส่วนโหมดการถ่ายรูปของตัวเครื่องนั้นประกอบด้วย
- Photo (หรือ Auto Mode ถ่ายที่ความละเอียด 12MP)
- 48MP
- Portrait (เป็นการใช้เลนส์ Telephoto ถ่ายภาพแบบชัดตื้นหรือหน้าชัดหลังเบลอ)
- Night (ถ่ายภาพกลางคืนหรือสภาวะแสงน้อยด้วยการเปิดหน้าเลนส์กล้องที่นานขึ้นในการเก็บแสงและถ่ายหลายภาพมาซ้อนกัน)
- Panorama
- Pro (สำหรับคนที่อยากตั้งค่าการถ่ายภาพเอง โดยสามารถตั้งค่าได้ตั้งแต่ White Balance, ระยะโฟกัส, Speed Shutter (1/1000s - 32s), ISO (100-3200))

ก่อนไปดูผลลัพธ์ของภาพถ่ายที่ได้ขอบอกก่อนว่าภาพทั้งหมดมิได้มีการปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้เห็นภาพว่า Mi 9 นั้นสามารถถ่ายภาพออกมาได้เป็นเช่นไร และภาพส่วนมากจะใช้งานโหมดอัตโนมัติเพื่อคงคอนเซปท์ของมือถือว่ามันต้อง Point'n Shoot คือหยิบขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพเพื่อความสะดวกทันใจนั่นเอง และอาจมีบางภาพที่ใช้งาน Night Mode เพื่อเก็บรายละเอียดของภาพยามแสงน้อย

ภาพถ่ายวิว/Landscape



สำหรับการถ่ายภาพตอนแสงมากพอ อาทิเช่นตอนกลางวันนี่ต้องบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงสำหรับสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบัน แต่จะเห็นว่าภาพที่ Mi 9 ถ่ายออกมานั้นจะเน้นความสมจริงและไม่เร่งสีภาพให้สดเวอร์จนเกินไปนัก



การมีเลนส์ Ultra Wide ก็จะมีข้อดีตรงที่เราจะสามารถถ่ายภาพได้หลากหลายยิ่งขึ้น หรือกรณีที่พื้นที่แคบมากจนเราไม่สามารถเดินถอยได้อีกแล้วก็จะช่วยให้เราเก็บภาพในสถานการณ์นั้นได้ด้วยนั่นเอง



อย่างเช่นภาพนี้หากใช้เลนส์หลักก็จะเก็บภาพได้ในมุมที่แคบกว่าค่อนข้างมาก พอใช้เลนส์ Ultra Wide เราก็จะสามารถถ่ายทั้งฐานได้เลย และยังเห็นยันพระอาทิตย์อีกด้วยนะน่ะ


ลองถ่ายย้อนแสงพระอาทิตย์กันดูบ้าง การเก็บรายละเอียดของภาพนับว่ายังทำได้ดีแม้จะมีแสงส่องเข้ามาสู่เลนส์กล้องเต็มๆ ทั้งเลนส์หลักและเลนส์มุมกว้าง โดยตัวเครื่องนั้นสามารถประมวลผลของการถ่ายภาพแบบ HDR ได้ดีไม่ทำให้ Highlight หรือ Shadow ของภาพมากเกินไป


ต่อด้วยการลองถ่ายภาพทั้งสามระยะกับสภาวะที่แสงน้อยลงกว่าเดิม โดยแหล่งกำเนิดของแสงอยู่ที่หลังวัตถุที่ถ่ายภาพ ตัวเครื่องก็ยังนับว่าถ่ายภาพออกมาได้ดีทั้งสามระยะเลยกับสถานที่ๆ เราอุตส่าห์เดินทางไปถึงที่ชื่อว่าถ้ำพระยานคร ที่แม้ระยะทางเดินไปจากฝั่งจะบอกว่า 400 กว่าเมตรแต่มันต้องเดินขึ้นเขาไปเนี่ยล่ะ ฮ่าๆๆ



ต่อกันด้วยภาพถ่ายที่อุทยานราชภักดิ์ โดยผมยืนห่างจากรูปไกลลิบอยู่เพื่อจะทดสอบว่าพอแสงน้อยนั้นจะถ่ายภาพออกมาเป็นเช่นไร ผลปรากฎว่ารูปปั้นท่านๆ เป็นเงามืดซะมากซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะมันคือการย้อนแสงและตอนนั้นแดดก็ใกล้หมดแล้วด้วย  ส่วนการซูมถ่ายภาพไปที่ระดับ 10x ของตัวเครืองนั้นทำได้ดีแค่ไหน ซึ่งผลลัพธ์ก็ได้อย่างที่เห็นคือยังพอเก็บภาพได้แต่รายละเอียดก็ค่อนข้างแย่อยู่เพราะว่าเค้าไม่ได้ทำมาให้รองรับการใช้งานแบบนี้นั่นเอง แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ถือว่าพอถูไถ



วาร์ปกันไปที่แสงตลาดยามค่ำคืนซึ่งใช้ไฟสีเหลืองส้มเป็นหลักกันต่อ การถ่ายภาพด้วยเลนส์หลักและ Ultra Wide สามารถเก็บรายละเอียดได้ดี การจับ White Balance ถือว่าแม่นยำเลยทีเดียว 

ลองถ่ายภาพสภาวะแสงน้อยกันบ้างโดยใช้เลนส์หลักถ่ายด้วยโหมด Auto (ภาพบน) และ Night Mode (ภาพล่าง) โดยจะเห็นว่าภาพบนเนี่ย Noise เพียบและรายละเอียดภาพจริงๆ นับว่าเละเลยล่ะ แต่ก็้ถือว่ามืดสมจริงใช้ได้ ส่วนภาพจาก Night Mode เนี่ยรายละเอียดดีขึ้นทันตาเห็นแม้จะยังมี Noise ที่ถูกเกลี่ยให้เนียนอยู่ก็ตามที แต่ก็นับว่าการใช้ Night Mode สำหรับสภาวะแสงน้อยนี่ช่วยได้เยอะ

เทียบให้เห็นอีกภาพระหว่าง Auto กับ Night ด้วยเลนส์ภาพหลัก ภาพนี้คือทางเดินของโรงแรมที่ไปพักซึ่งแหล่งกำเนิดแสงตอนนั้นมีเพียงแค่แสงอาทิตย์ก่อนลับฟ้าที่ส่องเข้ามาเท่านั้นล่ะ ซึึ่งถ้าเอาสมจริงภาพนี้ขอยกให้ Night สมจริงกว่าเพราะเทียบกับที่ตามองเห็นยังพอมองเห็นระแนงบ้าง แต่ Auto นี่แทบมองไม่เห็นเลย อีกทั้งการมี Night Mode นี่ก็ช่วยได้เยอะสำหรับสถานการณ์แสงน้อยจริงๆ 

ภาพถ่ายอาหาร







 สำหรับการถ่ายภาพอาหารนั้นต้องบอกว่าทำได้ดี ด้วยความที่กล้องสามารถจับ White Balance ได้ดีมากทำให้สีสันของตัวอาหารถูกต้อง แม้ภาพที่ได้สีสันอาจไม่สดสะใจเพราะไม่ได้ใส่ AI เร่งสีเร่งวุ้นอย่างใครเขา แต่ก็ดีตรงที่สามารถนำไปปรับแต่งต่อให้ได้สีที่เราชอบนั่นเอง

ภาพถ่ายบุคคล (Portrait)
สำหรับการถ่ายภาพบุคคลนั้นบนตัวเครื่องจะมีโหมด Portrait มาให้ใช้งาน ทว่าการใช้งานโหมดดังกล่าวจะบังคับให้ถ่ายด้วยเลนส์ Telephoto ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นเลนส์ทีเหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลนั่นเอง ทั้งนี้ได้ทดสอบถ่ายทั้งใช้โหมด Auto และ Portrait Mode

ถ่ายรูปจากโหมด Portrait ให้เห็นกันก่อนด้วยการถ่ายแบบครึ่งตัวจะเห็นว่าระดับความเบลอหลังจากถ่ายเลยนั้นจะไม่มากนัก แค่ละลายเบาๆ เท่านั้นซึ่งกรณีไม่สะใจเนี่ยสามารถไปปรับระดับความชัดตื้นได้อีกทีใน Gallery ซึ่งจำลองค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ f/1.0 - f/16


ปรับระดับความชัดตื้นให้เห็นกันบ้าง โดยจับปรับจากเดิมที่ f/4.5 มาที่ f/1.8 จะเห็นชัดเลยว่าแตกต่างกันมาก มีความละลายด้านหลังทิ้งซึ่งถ้าไม่มานั่งจับผิดว่ามีขอบคนตรงไหนหลุดบ้างถือว่าทำได้เนียนเลยล่ะ


นอกจากปรับระดับความชัดตื้นของภาพได้แล้วยังมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้อีกหลากหลายอย่างภาพนี้ใส่ฟิลเตอร์ให้ผิวดูขาวอมชมพูมากขึ้นมาอีก


หน้าตาของตัว Bokeh เองก็สามารถปรับแต่งได้อีกด้วยซึ่งหากเบื่อการเบลอแบบธรรมดาๆ จะลองเปลี่ยนเป็นดาวหรือหัวใจ ฯลฯ ก็ได้


มี Studio Lightning หลากหลายให้เลือกเล่นซึ่งแทบจะเอาฉากที่เราถ่ายออกไปหมดซะส่วนมากและเงื่อนไขการใช้งานคือต้องเห็นใบหน้าคนชัดเจนด้วย 
อย่างไรก็ตามการถ่ายภาพบุคคล ไม่จำเป็นต้องใช้โหมด Portrait เสมอไปก็ได้ การใช้เลนส์อื่นอย่างเลนส์หลักที่มีมุมมองกว้างก็ถ่ายรูปบุคคลอีกแบบได้เช่นกัน และยังสามารถเก็บรายละเอียดของฉากหลังได้เป็นอย่างดี ซึ่งการใช้งานหรือการสื่ออารมณ์ของภาพก็จะได้อีกแบบหนึ่ง
ตัวอย่างภาพถ่ายจากเลนส์หลักและใส่ Filter บนเครื่อง Mi 9 เข้าไป 




นอกจากนี้ในพื้นที่ๆ จำกัด การใช้เลนส์ Ultra Wide ถ่ายภาพบุคคลก็จะให้อารมณ์ภาพอีกแบบหนึ่งเสมือนตั้งกล้องเซลฟี่ก็ได้ หรือจะใช้ช่วยให้ขาดูเล็กลงก็ได้เพราะเลนส์มันมีความบิดเบี้ยวสูง ซึ่งข้อจำกัดของการใช้เลนส์ Ultra Wide ถ่ายภาพบุคคลคือต้องพยายามจัดคนเอาไว้ตรงกลางของภาพนั่นเอง อย่างไรก็ตามมันก็ให้ภาพที่สวยอีกแบบเช่นกัน 

กล้องหน้า
กล้องหน้าของ Mi 9 นั้นเป็นกล้องตัวเดียวความละเอียด 20MP f/2.0 มีโหมดถ่ายภาพหลักๆ สองโหมดคือ Photo (Auto) และ Portrait เพื่อเบลอฉากหลังทิ้ง โดยกล้องหน้าของเครื่องสามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้ 5 ระดับ, สามารถปรับหน้าให้เรียวได้ ทำตาโตได้ ปรับรูปคาง จมูก ปาก ได้ เท่านั้นไม่พอ ยังสามารถเติบขนตา, อายไลน์เนอร์ ลิปกรอส, แสงสะท้อนดวงตาได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามในการทดสอบจะไม่ได้เน้นปรับแต่งหน้าเวอร์จนเกินไปแล้วดูเป็นคนละคนนัก แต่จะลองเพื่อให้เห็นคุณภาพของกล้องหน้าว่าดีแค่ไหน



ผลลัพธ์จากกล้องหน้าที่ได้กรณ๊ไม่ได้แต่งอะไรมากเปิดบิวตี้นิดหน่อย นับว่าไม่ได้หลอกลวงประชาชนจนเกินไปและยังคงรายละเอียดต่างๆ ของความเป็นจริงได้ แต่ถ้าเปิดหนักๆ เต็มๆ ผิวก็จะดูเนียนขึ้น ทั้งนี้ยอมรับในซอฟต์แวร์ที่ไม่พยายามทำหน้าเป็นพลาสติกมากเกินไป เพราะตอนนั้นแบบหน้ามันหน่อยๆ แล้วก็ยังคงความมันอยู่

ลองปรับโครงหน้าให้เรียว ปากเล็กลง คางยาวขึ้น ตาโตขึ้น และยังเติมเมคอัพทั้งอายไลน์เนอร์ ลิปกรอสเข้าไปดู จะเห็นว่าภาพมีความแตกต่างชัดเจนเมื่อนำมาเทียบกันให้เห็นแบบนี้ซึ่งถ้ามีการปรับแต่งได้ขนาดนี้ล่ะก็คงสวยได้ในทันตาไม่ต้องไปพึ่งหมอศัลฯ เลย

ประสิทธิภาพของกล้อง Xiaomi Mi 9  สำหรับผมแล้วนับว่าทำได้ดีเลยโดยเฉพาะเมื่อนึกไปถึงราคาที่วางจำหน่ายเพียง 16,999 บาท แต่ได้สเปคระดับเรือธงที่ขายกันระดับสองสามหมื่นบาท ซึ่งนอกจากเครื่องแรงแล้วกล้องก็ดีงามอีกด้วย แม้จะไม่มี AI อย่างใครเขาแต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบภาพที่สามารถนำไปแต่งต่อได้ง่ายๆ และจับสีได้ตรงนั่นเอง 

นอกจากนี้การที่มีโหมดถ่ายภาพไม่มากนักแต่เพียงพอก็นับเป็นการดีเพราะจากที่ใช้สมาร์ทโฟนมาจริงๆ พอถึงเวลาถ่ายรูปไม่ค่อยมีใครนึกถึงโหมดต่างๆ ที่เครื่องมีแล้วมานั่งเปลี่ยนโหมดหรอกเพราะว่าจุดเด่นของสมาร์ทโฟนในการถ่ายรูปก็คือ Point'n Shoot