วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แกะกล่อง + รีวิว: Synology Diskstation DS1517+ (NAS)

นานๆทีจะมีโอกาสได้รับ NAS มารีวิวเครื่องนึง โจทย์คือให้มาลองใช้ดู ถ้าชอบก็ซื้อไม่ชอบก็บอกมาตรงๆ
ดีเหมือนกันปกติที่ผ่านมาเคยจับ
NAS (Network Access Server) ชนิดที่ไม่ค่อยใหญ่นักพวก 1-2 disk
โดยส่วนตัวคิดว่าประสิทธิภาพยังสู้ SAN ไม่ได้ เพราะถ้าเอามาเทียบกันแล้วกับ SAN (Storage Area Network)
คุณภาพมันเหมือนหนังคนละม้วนแน่นอน ซึ่งจากประสบการณ์ Implement Infrastructure มาหลาย 10 ปี
ไม่เคยเลยที่จะนำเสนอ
NAS เข้าไปใช้เป็น Production ไม่ใช่เพราะมีอคติในตัว Product นะ
แต่สาเหตุสำคัญคือ
Performance 



อุปกรณ์ NAS ที่ได้รับมาทดสอบวันนี้คือ Synology Diskstation รุ่น DS1517+
เป็น NAS ขนาด 5 BAY ฮาร์ดดิสก์ ขนาดกะทัดรัด ไม่ใช่แบบตั้ง (ทาวน์เวอร์)
หรือแบบนอน
(Rack) รูปทรงกำลังพอดีๆ

ได้ของมาในสภาพบรรจุอย่างดีในกล่องขนาดกะทัดรัด พอดีมือ มีหูหิ้วให้ยกถือง่ายโดยมือเดียว


เมื่อเปิดกล่องมาก็เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปครับ มีโฟมเบาขั้นอยู่ กับกล่องสายไฟ 
สำหรับกล่องบรรจุ NAS ในราคาประมาณนี้ ผมว่าทำมาค่อนข้างดีพอใช้ 
(ส่วนตัวคิดว่าน่าจะใส่ถุงอัดลมลงมาข้างๆซักนิด เพื่อกันกระแทกอีกชั้น) 
แต่ตัวอุปกรณ์มี Bubble ห่อมาอย่างดี ตรงนี้ถือว่าค่อนข้างป้องกันอุปกรณ์ดีระดับนึง



แกะกล่องสายไฟออกมา มีสายไฟ 1 เส้น, สายแลน CAT5E 2 เส้น, คู่มือการใช้งาน 1 เล่ม, กุญแจและน็อตยึดฮาร์ดดิสก์ครับ



เมื่อแกะออกมาแล้ว งานดีเลยทีเดียว รูปทรงสวยงาม มีช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ด้านหน้า



เมื่อลองดึงถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ออกมาจะเห็นพัดลมระบายความร้อนอยู่ ตัว



ด้านหลัง พบ port lan 4 ช่องช่องเสียบ USB 3 ช่อง และช่อง ESATA 2 ช่อง




ทดสอบกับฮาร์ดดิสก์ Seagate IRON Wolf for NAS ขนาด 10TB อยากรู้เหมือนกันว่า 
ถ้าจะต้องมาทำงานกับระบบ VMware ESXi โดยทำหน้าเป็นเป็น StoreData ตรงๆแล้ว 
จะรับการส่งผ่านข้อมูลแบบโหดๆ ไหวไหม และจะทดสอบกับระบบ Backup ของ VMware ด้วยเช่นกัน




หลังจากตั้ง IP Address, ชื่อเครื่องและ user/password แล้ว ก็เข้ามาหน้าแรกกันเลย 
ในหน้าแรก จะให้ใส่ login/password (ผมชอบ user interface แบบนี้นะดีกว่าที่เคยใช้ๆมา)




เข้ามาเจอกับหน้านี้เลย บอกเลยว่าเหมือนเรารีโมทเข้ามาอีกเครื่องนึงที่ไม่ใช่ web interface 
ให้อารมณ์เหมือนกับรีโมทเดสก์ท็อปเข้าเครื่อง Server  เพื่อมาจัดการพื้นที่เก็บข้อมูลให้ 
ซึ่งหน้าเดสก์ท็อปเองก็มี icon อยู่ 2-3 อัน




Icon แรกที่เห็นคือ Package Center , ซึ่งก็เหมือน PlayStore, AppStore 
คือมี Application ต่างๆให้เลือกติดตั้ง และพร้อมใช้งานทันที ถือว่าสะดวกดีไม่ต้องมาหา add-on 
ติดตั้งเพิ่มเติมและconfig ให้เสียเวลา




หน้าแรกเข้ามาก็ถือว่าจัดเป็นหมวดหมู่ดีครับ แยกชัดไปเลยว่าจะลง app แบบไหน 
นี่ผมไม่คิดว่า NAS ตัวนี้จะทำได้ถึงขนาดนี้นะเนี่ย 




แทบไม่น่าเชื่อ NAS ตัวแค่นี้ แต่ Application ที่สามารถติดตั้งได้ นี่มันระดับ Server กันเลยทีเดียว 
ดูแล้วค่อนข้างตอบโจทย์ได้ทุกวงการทั้งสายบันเทิง สาย develop และสายฮาร์ดคอร์




ง่ายๆ คือสำหรับโฮมออฟฟิต ออฟฟิตเล็กๆ ถึงปานกลาง สามารถใช้ NAS ตัวนี้ 
ตัวเดียวสามารถเก็บไฟล์รูป เพลง หนัง เป็น Authentication Server ให้ Users 
ทำ Web Server แถมยังทำหน้าที่ Backup Server ได้อีกด้วย 
ถือว่าค่อนข้างครบครัน สำหรับ NAS ราคาไม่แรงตัวนี้ครับ




Icon ถัดไปครับ Control panel icon นี้ก็เหมือนๆกับใน Windows 
คือรวม เครื่องมือต่างๆที่เอาไว้จัดการกับอุปกรณ์พื้นฐานของตัวเอง 
ช่น การจัดการ users, system, connectivity และ application 
ซึ่งแต่ละเครื่องมือก็ค่อนข้างใช้ง่าย ดูไม่ยุ่งยากอะไร 




ผมชอบตรงการ update ของ NAS เครื่องนี้ ปกติ NAS หรือ SAN ที่ใช้
ถ้าจะต้อง update firmware ก็ค่อนข้างวุ่นวาย ต้อง Download Firmware เอง 
และต้องจัดการ Update Firmware เอง ซึ่งหากเป็นมือใหม่หรือคนที่ไม่มีพื้นฐานแล้ว 
มันดูวุ่นวายไปเลย แต่ Synology กลับทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายลง 
คือมีแค่ปุ่ม Update firmware เพียงปุ่มเดียว ก็จะสามารถ Upgrade ได้ทั้ง Software และ Firmware
(หากมีการปล่อย download จากทางเว็ปไซต์ทางการของ Synology) ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว




สำหรับ คนที่กังวลว่าการ Update software จะทำให้ระบบต่างๆ มีปัญหา อยากทำเองภายหลัง 
หรือให้ทาง Synology engineer มาเป็นผู้ทำให้ ก็แค่ปิดการ update เท่านี้
ระบบ NAS ก็ไม่ไป update software ใดๆ อีกต่อไป แต่เชื่อเถอะครับ Update ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้แน่นอน





มาดูที่เมนูกันบ้างครับ เมนูที่เป็นพระเอกของ NAS ก็คือ Storage เราใช้ NAS
ก็เพื่อมาสร้าง Storage เอาไว้ใช้งานเป็นหลัก ทำหน้าที่เป็น Files Server
หรือไม่ก็ทำหน้าที่เก็บข้อมูลสำรอง ถ้าเมนูนี้ใช้งานยาก หรือทำแล้วใช้การไม่ได้ก็ถือว่าตกม้าตายกันเลยทีเดียว




ซึ่งเท่าที่เห็นทาง Synology เองทำให้ไม่ยาก ดูง่ายๆ โดยแยกออกไปหลักๆคือ 
Volume, Disk Group และ iSCSI ซึ่งก็แบ่งออกตามหน้าที่เลย คือ เจ้า Volume เนี่ย 
เราจะสร้างเพื่อใช้งานแบบ Files Share คือง่ายๆ เหมือน Map Drive นั่นแหละ 
เมื่อสร้าง Volume แล้วก็นำไปใส่สิทธิ (permission) แล้วก็แชร์ เรียบร้อย ไม่ยาก ไม่วุ่นวาย

Disk Group ประโยชน์ของมันก็คือ ทำหน้าที่แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มก้อนที่เราจับดิสก์มารวมกลุ่มนั้น 
ดิสก์ลูกไหนมีปัญหาอะไรบ้าง หรือมีความผิดปกติใดๆหรือเปล่า 
ซึ่งตามสเป็คของ NAS นี้ก็ใส่ได้เครื่องละ 5 ดิสก์ แต่ตามเสป็คบอกไว้ว่า 
มันสามารถจับกลุ่มกับโมเดลเดียวกัน รวมกันได้ถึง 3 ขั้นเลยทีเดียว 
นั่นแปลว่า ใน disk group ที่ NAS นี้จะทำได้คือ 15 ดิสก์ ต่อกลุ่ม




iSCSI Disk การทำงานจะผิดไปจาก Volume นิดนึงคือเราสามารถสร้างพื้นที่ใช้งานและ Map ด้วย 
iSCSI Protocol ให้กับ Server, Clients หรือ VMware ESXi ซึ่ง iSCSi นี้ข้อดีที่เห็นได้ชัดๆเลยคือ 
Server หรือ PC จะมองเห็นพื้นที่ Disk นี้เป็น Local Disk นั่นคือ เราจะสามารถใช้งาน application 
หรือ solution ใดๆ ก็ตามที่มีข้อจำกัดว่าจะต้องใช้ local disk เท่านั้น เช่น การทำ Clustering ของ MS Custer




ขั้นตอนการสร้าง Volume ก็ไม่ยากครับ เลือก New Volume เลือก Disk Group ที่ใช้ 
จากนั้น เลือกชนิด RAID (ขั้นตอนนี้ผมเลือกใช้ Synology Hybrid Raid) ซึ่งคล้ายๆกับ 
Dynamic Raid บน SAN ระดับ Hi-end ซึ่งประสิทธิภาพค่อนข้างดีเลย 
ส่วนชนิดของ file system ผมเลือกแบบ Btrfs ตามที่ทางอุปกรณ์แนะนำ 
เพราะดูเหมือนจะ support การทำงานหลายอย่างบน Synology เอง 
อีกทั้งผมไม่ได้นำไปกับ Linux อีกด้วย จึงไม่มีความจำเป็นต้องเลือกชนิด ext4   
หลังจากนั้นก็ตั้งชื่อให้เรียบร้อย และเสร็จสิ้นการสร้าง volume ที่เหลือก็ใส่สิทธิ์ account และแชร์ก็เสร็จ











ส่วนการสร้าง iSCSI Disk ก็แทบไม่ต่างกับการสร้าง Volume
แตกต่างกันตรงที่ต้องสร้าง iSCSI Target ซึ่งก็เหมือน connector
สำหรับให้ Server และ NAS ได้คุยกันผ่านช่องทางนี้นั่นเอง 
ซึ่งการเชื่อมต่อ iSCSI Target นี้ก็มีการเข้ารหัสเช่นกันครับ เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิ์นั่นเอง 
หลังจากนั้นก็จับคู่ระหว่างชั้น iSCSI Target กับ iSCSI Disk ก็ใช้งานได้แล้วครับ





และเมื่อเราจะนำมาใช้งานในรูปแบบ iSCSI Disk บน VMware
ขั้นตอนในการสร้าง iSCSI มารับ Disk ก็ไม่ยาก 
แค่จับคู่ให้ตรงกันใน iSCSI Target กับ iSCSI Software บน VMware มันก็จะมองเห็นแล้วครับ





แนวความคิดที่น่าสนใจกรณีทำ Local Storage กันภายในออฟฟิต 
เวลาไม่อยากใช้ Public Storage ของ Google Drive หรือ Microsoft Onedrive
ซึ่งการทำงานของ NAS นี้ก็แทบไม่ต่างกันเลย วิธีติดตั้งก็ไม่ยาก 
มี app อยู่แล้วใน store ให้เรา download และ config ค่าครับ





Cloud Station Server ทำหน้าที่เหมือนกับ Google Drive หรือ Microsoft OneDrive
เป็นที่เก็บ Backup ของคุณเวลาที่คุณต้องการ Backup Data ในคอม หรือแม้แต่ Smartphone เครื่องโปรด


การติดตั้งมีขั้นตอนนิดหน่อยมาดูกันครับ





หลังจาก Install แล้ว เจ้า Cloud Station จะเข้ามาอยู่ในรายชื่อ app ที่คุณติดตั้งไว้ 
แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ต้องมีการปรับแต่งค่านิดหน่อย คือ

ขั้นแรกต้องนำ Synology เครื่องนี้มา Join Domain ภายใต้ Domain ของคุณเสียก่อน 
ซึ่งถ้าคุณไม่มี Domain ล่ะ? ไม่ต้องห่วง เพราะ Synology เครื่องนี้มี app ติดตั้ง Open LDAP ด้วย 
คุณก็แค่ติดตั้งมันลงไปและสร้าง Users ไว้รอ 

แต่ในบทความนี้ ขอพูดเรื่อง Join Domain นะครับ 

หลังจาก Join Domain แล้ว ก็รีบูทเครื่อง 1 ครั้งครับ





ทำไมเราต้อง Join Domain? หลักๆเลยก็เรื่องการจัดการสิทธิ์ของ user การจัด Quota 
และการจัดการห้าม upload files ก็จะประมาณนี้

จากนั้นกรณีที่เราสร้าง Volume ไว้อยู่แล้ว อยากนำเข้ามาใส่ใน Cloud Station 
ก็ทำได้โดยสร้าง Share Folder โดยระบุไปว่าจะใช้กับ Storage Volume ไหน 
และใครจะเป็นผู้มีสิทธิ์แค่ไหนใน Share นี้




เมื่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ยังไม่สามารถใช้งานได้นะครับ  
เราต้องเข้ามาปรับ "enable share" ที่ Cloud Station ก่อนถึงจะใช้งานได้ 




และเมื่อ enable แล้ว เมื่อจะใช้งาน จำเป็นต้อง download software ของ Cloud Station 
มาติดตั้งที่คอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานก่อน ถึงจะสามารถใช้งานได้ 




มาดูหน้าของ Software กันบ้างครับ จะเห็นว่าการใช้งานก็ไม่ได้ใช้งานยากเท่าไหร่ 



ใส่ user/password ลงไป เลือก NAS ที่ติดต่อด้วย และ Share Folder ที่ใช้งาน ก็เสร็จเรียบร้อย 



ทีนี้เมื่อเรานำไฟล์ใส่ไปใน Folder นี้ โปรแกรมก็จะ Sync ขึ้นไปอยู่บน Syno Cloud Station ด้วยเช่นกัน 
เหมาะมากถ้านำไปใช้ Sync Folder เช่น My Document และ My Pictures  ให้ขึ้นไปอยู่บน Synology
เพราะเราก็แทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานใดๆ เลย 
แถมไฟล์สำคัญๆ ก็ได้รับการ backup อยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย





แถมเรื่องนึงครับ สำหรับผู้ที่ใช้ VMware และหาวิธี backup อยู่ ผมมี Software มาแนะนำ 
ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยใช้อยู่กับระบบใหญ่ๆ ไม่คิดว่า Syno จะนำมาใส่เป็น App นึงใน NAS ของตัวเอง
Nakivo Backup Server คือ backup VM ครับ โดยสนับสนุนทั้ง VMware และ Hyper-V 
ารทำงานของระบบก็คือ จะสั่งงานให้ ESXi ทำการ Snapshot VM และจะหั่น VM Snap 
นั้นออกเป็นไฟล์เล็กๆ แล้วดึงเข้าสู่การ backup Store โดยทำ History เก็บไว้ในครั้งแรก 
ดังนั้นเมื่อ backup ครั้งที่ 2-ต่อไป จึงไม่จำเป็นต้อง Backup แบบ Full จึงทำให้ backup ไวและมีขนาดเล็ก




เริ่มต้นจากการไปเลือก app Nakivo จากกลุ่ม Backup App โดยเลือก Install ทีนี้ App 
ก็จะเข้ามาอยู่ใน Main Menu เรียบร้อย





การเข้าใช้งาน ก็เข้าผ่าน Browser ได้เลย โดย Nakivo จะเลือกใช้ port 4443 เป็น port เข้าถึง 
ซึ่งในครั้งแรกจำเป็นต้องตั้ง user/password ก่อนที่จะเข้าไป Config ใดๆ ต่อครับ





ขั้นตอนหลังจากนั้นคือ ทำให้ Backup Nakivo เห็น Server (ESXi) 
ขั้นตอนนี้ก็ใส่ IP ของ ESXi, user/password เข้าไป
Nakivo Backup Server ก็จะมองเห็น VM ที่อยู่ภายในที่พร้อมจะให้ Backup 
ซึ่งข้อดีอีกอย่างคือ ไม่ต้องติดตั้ง Agent ใดๆเพื่อ backup เลย





ขั้นตอนการสร้าง Job backup ก็เลือก Create Job VM Backup, เลือก VM 
และ เลือก เวลาที่จะ Backup ในขั้นตอนนี้ เรากำหนดเวลาได้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน 
และยังระบุ จำนวน Retention หรือ History Backup ที่เก็บเอาไว้ 
และสุดท้ายคือ Job name เป็นขั้นตอนสุดท้าย







และ Runjob เพื่อ Backup







เป็นยังไงบ้างครับกับการแกะกล่อง + รีวิวการใช้งาน Synology Diskstation DS1517+ 
ข้อมูลอาจจะเยอะๆหน่อย เพราะ NAS ตัวนี้มันทำงานได้ไม่แพ้พวก SAN ตัวแพงๆเลย 
รีวิวนี้จะเน้นพวก core feature ที่เกี่ยวไปทาง Backup และ ทำ VMWare
ซึ่งหลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่า NAS สมัยนี้ทำได้ขนาดนี้แล้วเหรอ 

หากมีคำถามอะไร สามารถสอบถามมาได้นะ หรือไม่ก็ติดต่อกับทาง Synology Thailand โดยตรงได้เลย