วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

รีวิว: ชุดหูฟังราคาแพงที่สุดในโลก จาก Sennheiser รุ่น HE1 กับค่าตัวที่ราคา 2ล้านบาท!!!

วันนี้วันที่ 23 มีนาคม 2560 ได้มีโอกาศเข้าไปสัมผัสและทดลองฟัง หูฟังที่เขาว่ากันว่าเป็นหูฟังที่แพงที่สุดในโลก 
ราคา 2ล้านบาท!!! อ่านไม่ผิดหรอกครับ ราคา 2ล้านบาทจริงๆ ณโรงแรม St.Regis ในห้อง Suites ชั้น14 
ที่ทาง Sennheiser Thailand ได้จัดไว้ให้ โชคดีของผมที่ได้มีโอกาศรู้จักกับทางร้านหูฟัง Jaben Thailand 
เลยได้มีโอกาศเข้ามาชมและทดลองฟัง ซึ่งปกติคนทั่วไม่สามารถเข้ามาทดลองฟังได้นะ 
เพราะหูฟังตัวนี้ทาง Sennheiser Thailand ยังไม่ได้นำเข้ามาขายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ 
และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ทาง Sennheiser Thailand นำเข้ามาอย่าง exclusive 
ให้ไม่กี่คนได้มีโอกาศได้ฟังกัน 


(กดเพื่อขยายภาพ)
ถึงจะบอกว่าหูฟัง แต่จริงๆมันมาทั้งชุดตามภาพด้านบน 

ในชุดของ Sennheiser HE1 จะประกอบไปด้วย 
1. ชุดแอมป์หลอดทั้งหมด 8 หลอด
2. ระบบ ESS SABRE ES9018 DACs ถึง 8ตัว (แยกใช้สำหรับหูฟังซ้ายและขวาอย่างละ 4ตัว) 
3. หูฟังแบบ Open Headphone ที่รองรับย่านเสียงตั้งแต่ 8Hz จนถึง 100kHz

ตัว body ของชุดแอมป์จะผลิตจากหินอ่อน Carrara ทั้งก้อน ซึ่งเป็นหินอ่อนชนิตเดียวกันกับที่ Michelangelo 
สร้างรูปปั้น Renaissance



(กดเพื่อขยายภาพ)
(กดเพื่อขยายภาพ)
ตามภาพด้านบน เป็นภาพตอนที่ชุดหูฟัง HE1 ยังไม่เปิดใช้งาน จะเห็นแต่กล่องดำบนหินอ่อนเท่านั้น
ตัวหินอ่อนนี้จะเห็นลายชัดเจนมาก ซึ่งสวยงามและดู classic มากๆ 


(กดเพื่อขยายภาพ)
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกดปุ่มเปิดเครื่อง (ปุ่มกลมๆใหญ่ๆ) ตัวปุ่มทั้ง 4ปุ่มจะค่อยๆเลื่อนออกมาจากตัวเครื่อง


(กดเพื่อขยายภาพ)
จากนั้นแอมป์หลอดทั้ง 8หลอดก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นมา


(กดเพื่อขยายภาพ)
แล้วกล่องเก็บหูฟังจึงค่อยๆเปิดขึ้น 


(กดเพื่อขยายภาพ)
 แอมป์หลอดสวยมากๆ จะเป็นแก้ว 2ชั้นเพื่อกันความชื่นและไฟฟ้าสถิต


(กดเพื่อขยายภาพ)
ปุ่มทั้ง 4ปุ่มผลิตมาจากทองเหลืองทั้งก้อน และจึงค่อยมาชุบสีเงินด้าน




ตัวหูฟังน้ำหนักกำลังดี เวลาสวมแล้วไม่รู้สึกหนักคอ และยังไม่รู้สึกอับหูด้วย 
เพราะเป็นแบบ Open Headphone design ตัวหูฟังจะมีสาย built-in มาให้เลย ความยาวที่ 3เมตร



ก่อนที่เราจะได้ฟังเสียงจากหูฟังตัวนี้ ทาง Product Manager ของ Sennheiser จะทำการอธิบายที่มาที่ไป
ของชุดหูฟัง HE1 นี้ ว่าทุกตัวนี้เป็นงาน hand made ทุกชิ้น ผลิตจากวัสดุพิเศษ แล้วทำไมต้องเป็นแบบนี้ 
การใช้งานและข้อควรระวัง ผมก็ได้ถามไปว่า จะซื้อนี่รอของนานมั้ย, เค้าบอกว่ารอของประมาณ 90-120วัน 
โดยต้องมัดจำเงินที่ $10,000 ไว้ พอของเสร็จจะมีทีมงานจาก Sennheiser Germany บินตรงมาติดตั้ง
และสอนการใช้งานถึงบ้านเลย


(กดเพื่อขยายภาพ)
ภาพด้านบนจะเป็นชุดแรกๆที่ทาง Sennheiser เคยผลิตขึ้นมาขายในนาม HE90 (ผลิตแค่ 300ตัว)
ถือได้ว่าเป็น Early design และ concept เลยก็ว่าได้ จากวันนี้ก็กลายมาเป็น HE1 ในวันนี้ 


พอทาง Product Manager อธิบายเสร็จ ก็ได้เวลาทดลองฟังเสียงกันสักที 
โดยเริ่มจากเพลงที่ทาง Sennheiser ได้เตรียมมา (จะเป็นเพลงไฟล์ High Res เช่น DSD)

เพลงแรก จะเป็นเพลงที่เน้นดนตรี  เสียงที่ผมได้ยินนั้นช่างแปลกมาก ผมได้ยินเสียงกลอง 
น่าจะเป็นกลองแนวๆทอมบ้า ที่ใช้มือเปล่าตี แต่สิ่งที่ผมได้ยินนั้นไม่ใช่แค่เสียงการตีกลอง 
แต่เป็นเสียงความหยาบของผิวไม้และหนังกลองเวลาที่ฝามือกระทบลงตอนตี 
คือ detail ของเสียงมันเยอะและชัดเจนมาก ชัดเจนเหมือนกลองตัวนี้ตีอยู่ข้างๆหูเรา 

เพลงที่สอง จะเป็นเพลงแนว Vocal เน้นเสียงคนร้อง เป็นนักร้องหญิงร้องคู่กับนักร้องชาย
ความรู้สึกก็เฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นหรือเพราะกว่าหูฟังตัวหลักแสนเท่าไหร่

เพลงที่สาม เค้าให้เราเลือกเพลงเอง ตอนนั้นผมก็มีความคิดพิเรน ว่าถ้าเราเอาหูฟังราคา 2ล้านบาท 
มาฟังเพลงที่ quality ต่ำๆเช่น MP3 มันจะเป็นยังไง ยังจะเพราะอยู่มั้ย ทาง Product Manager 
เลยเปิด Youtube แล้วให้ผมเลือกเพลง และเพลงที่ผมเลือกนั้นเป็นเพลงเก่าและไฟล์ใน Youtube เองก็ยังเป็นแค่ 480p 
เพลงนั้นก็คือ Air Supply - All out of love {https://youtu.be/JWdZEumNRmI} ตามลิงค์นี้เลยนะ 
สิ่งที่ได้จากการใช้ HE1 ฟังเพลงนี้ คือความนุ่มของเสียงเพลงมันนุ่มมาก และได้อารมณ์ของเพลง 
ทั้งๆที่ถ้าใช้ลำโพง Notebook ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกว่า เพลงมันด้านๆ คุณภาพห่วยๆ แต่พอมาเป็น HE1 เท่านั้นแหละ 
เสียงดีขึ้นทันที ราวกับว่าเพลงคนละไฟล์งั้นแหละ มันเป็นอะไรที่ประหลาดใจมาก เลยสอบถามกับทาง Product Manager 
ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมเสียงมันนุ่มกว่าที่ควรจะเป็น คำตอบที่ได้คือเพราะการทำงานของ DACs ทั้ง8ตัวที่ช่วยกันขัดกรองและรวมเสียงให้ใหม่ เลยทำให้ไฟล์คุณภาพต่ำ มีเสียงที่ดีขึ้น (อึ้งและทึ่งมาก)

เพลงที่สี่ เค้าเลยให้ผมลองฟังเพลงแนว Live Concert ดูบ้าง รอบนี้เปิด Eric Clapton - Tears in heaven (Uuplugged) 
รอบนี้นี่ผมถึงกับตกใจ ถอดหูฟังออกมาถาม Product Manager เลยว่า YOU!นี่ใช่เพลงเดียวกันกับที่เค้าเล่น Concert บน DVD จริงๆเหรอ ???  เพราะเสียงที่ผมได้ยินจาก HE1 นี้เป็นเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนจากหูฟังใดๆที่ผมเคยฟังเพลงนี้ version นี้มาก่อน เสียงที่ผมได้ยินนั้นคือเสียงการตบเท้าให้จังหวะ งงละสิ มันเป็นเสียงเบาๆแต่ชัดเจน เหมือนมีใครใช้เท้าแตะพื้นให้จังหวะอยู่ตลอดเวลา และอีกเสียงที่ผมได้ยินคือเสียงการขยับของไมค์ เวลาที่มีการขยับตัวของพื้นเวที ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ผมได้ยินผ่านหูฟัง HE1 นี้ มันเป็นอะไรที่ amazing มากๆ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวผมเองนั้น นั่งอยู่บนเวทีกับ Eric Clapton ใน Concert Unplugged 

เพลงที่ห้า (เพลงสุดท้าย) เค้าเปิด Live Concert ของ Eagles - Hotel California รอบนี้เสียงความกังวานของผู้ชมเวลาปรบมือตอนที่ดนตรีขึ้นนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนกับผมเป็นหนึ่งในผู้ชม ให้อารมณ์ร่วมมากๆ ฟังแล้วเหมือนเราทะลุมิติเข้าไปใน concert เลย มันให้ความกังวานกว่าพวกหูฟัง 5.1/7.1Ch ซะอีก มันเป็นความกังวานที่สบายหู เหมือนเราไม่ได้ฟังเพลงผ่านหูฟังเลย เหมือนเรานั่งอยู่ในที่โล่งๆ (เพราะจาก Open Headphone design) 

ก่อนที่จะเอา HE1 ออกจากหัว (ผมไม่ยอมเอาออกง่ายๆหรอก) เลยขอเค้าให้ช่วยเปิดหนังดูสักเรื่อง อยากจะทดลองว่า ถ้าใช้ดูหนังแล้วเสียงจะเป็นยังไง เค้าเลยเปิดตัวอย่างหนังเรื่อง Guardians of the Galaxy 2 ให้ดู ต้องบอกเลยว่าเสียงพูดของคนชัดเจนมาก แต่เสียงระเบิดกลับเฉยๆ ไม่ตึมๆอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนี่คือหูฟังไว้ฟังเพลง ไม่ใช่เอาไว้ดูหนัง เพราะงั้นมันเลยไม่ค่อยเหมาะกับการเอาไปใช้ดูหนังสักเท่าไหร่ 



(กดเพื่อขยายภาพ)

(กดเพื่อขยายภาพ)
ขอทิ้งท้ายด้วยภาพด้านหลังของเจ้าตัวชุดหูฟัง Sennheiser HE1 สุดหรูนี้ สามารถรองรับ Input มากมายหลายรูปแบบ 


Pro:
* เหมาะกับการฟังเพลงแนว Jazz, Blue, Vocal, Pop, Rock และ Live Concert
* เหมาะกับการใช้ดูหนังแนว Drama และ พวกที่เน้นบทพูด
* ฟังเพลงพวกไฟล์คุณภาพต่ำก็ยังเพราะกว่าพูฟังปกติ และบางเพลงทำให้เสียงดีขึ้นด้วย
* น้ำหนักกำลังดีใส่แล้วสบายคอ 
* ใส่นานๆแล้วไม่รู้สึกอึดอัด เพราะเป็นหูฟังแนว Open Headphone
* รองรับ input หลายรูปแบบ เช่น USB, Optical, Coax และ Analog 
* รองรับระบบไฟฟ้าตั้งแต่ 110v ถึง 240v 
* รองรับการใช้ฟังเพลงบน Smartphone ผ่านสาย USB
* สายหูฟังยาว 3เมตร

Con:
* ไม่เหมาะกับการฟังเพลงแนว EDM หรือ พวกที่เน้น Bass ตึบๆๆ (มันไม่มีเสียง Bass kick-back กลับมา)
* ไม่เหมาะกับการใช้ดูหนังแนว Action และ Sci-Fi
* ไม่มี Noise Cancelling 
* เปิดเพลงดังๆแล้วคนรอบข้างได้ยิน (เหมือนเปิดลำโพง)
* ไม่สามารถพกพาไปไหนได้ (ยกเว้นใส่ไว้บนรถเข็น)
* ไม่มีแถมสาย input อะไรมาให้สักอย่าง (ซื้อเพิ่มเองหมด)



ขอขอบคุณทางร้านJaben Thailand ที่มอบโอกาศดีๆให้ผมได้มีโอกาศได้เข้าไปร่วมทดลองฟัง
หูฟังราคาระดับนี้ และต้องขอบคุณทาง Sennheiser Thailand ที่เอาเข้ามาให้ได้ลองกัน
เพื่อนๆคนไหนสนใจ ติดต่อกับร้าน Jaben ได้เลยนะครับ